X – Japan World Tour

posted on 19 Dec 2011 12:34 by yusakubob

8 พ.ย. 2554 ความประทับใจที่เราจะไม่วันลืม เนื่องจากเป็นวันแสดงคอนเสริต X – Japan จำได้ว่า ตอนประถม รู้จักวงนี้ครั้งแรกจากรุ่นพี่ในละแวกบ้าน ที่มาขอเปิดวีดีโอของวงดนตรี ซึ่งมันก็คือวง X นี่แหละ แต่ตอนนั้นก็รู้สึกเฉยๆ คิดในใจวงแมร่งอะไรวะ แต่งตัวเวอร์มากๆ ทำผมแบบยาวๆ ที่สำคัญคือฟังเพลงไม่รู้เรื่องเลย ตอนนั้นก็ยังเฉยๆ จนครั้งหนึ่งได้เทป (ในสมัยนั้นยังเป็นเทป) ก็เอาเทปมาเปิดฟัง จำไม่ได้จริงๆว่าได้เทปนั้นมาจากไหน ก็เอามาเปิดฟังอีกครั้งหนึ่ง ทันใดนั้น เหมือนฟ้าชาตาลิขิตเนื่องจากเทปในสมัยนั้นจะไม่เรียงเพลงเหมือนแผ่นซีดี และเพลงที่ผมเปิดเจอคือ เพลง Tear ฟังแล้วจำได้ว่าชอบเลย ชอบแบบไม่มีเหตุผลเลยครับ มันเพราะมากๆ แม้ผมฟังไม่รู้เรื่อง เพราะ พื้นฐานเดิมของผมคือ ชอบเพลงเพราะซึ้งๆ แนวคลาสสิก เพราะ มันให้ความรู้สึกที่โรแมนติก และ เพลง Tear เป็นเพลงที่ Melody สวยมากๆ และ ผมก็เริ่มหัดร้องเพลงของ X อย่างจริงจัง คือ เพลง Crucify My Love เพราะเนื้อร้องเพลงนี้เป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นผมก็เริ่มเป็นสาวก X – Japan โดยที่ผมก็ไม่รู้ตัวมาจนถึงตอนนี้อายุ 22 ปี

จนปี 2551 โยชิกิมาประเทศไทย เพื่อเปิดตัวเว็บไซต์ และมาเพื่อที่จะเตรียมจัดคอนเสริต  แต่ก็ต้องยกเลิกไปด้วยความไม่สงบในทางการเมือง ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้ไปต้อนรับโยชิกิหรอก เพราะ พึ่งมารู้ข่าวทีหลังแล้ว ผมเป็นคนแบบนี้แหละ ทำอะไรจะช้ากว่าคนอื่นเค้า เพลงไหนที่ฮิตกัน ช่วงนั้นผมก็ไม่ได้ฟัง จะมาฟังเอาตอนที่เค้าเลิกฮิตแล้ว ด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยชอบทำอะไรเหมือนใครซักเท่าไหร่



จนในที่สุด 8 พ.ย 2554 X – Japan World Tour และ จัดที่ประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้าย ผมแทบไม่ลืมความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันนั้นทันที หลังจากนั่งรอตั้งแต่ 1 ทุ่มกว่า จนเกือบ 3 ทุ่ม ทันใดที่เริ่มปิดไฟเพื่อเริ่มการแสดง ผมแทบเหมือนจะฝันไป ซักพักหนึ่ง โยชิกิปรากฏตัวบนเวทียืนอยู่บนกลองใบใสๆ มาพร้อมกับ ดนตรีบรรเลง และ เสียงประสาน ซึ่งมันเป็นลักษณะของ X อยู่แล้ว ผมจึงตื่นเต้นมาก แสงไฟจับไปที่โยชิกิ จนเด่นชัด พร้อมกับโยก็ยกมือไหว้แฟนเพลง ซึ่งภายหลังผมไปดูคลิปเปิดตัวคอนเสริต X ที่ อังกฤษ มาในเพลงเดียวกัน แต่โย ไม่ได้ยืนลักษณะนี้ ซึ่ง แสงไฟและดนตรีไม่ได้ขลังแบบที่เกิดขึ้นในอิมแพคเลย เพราะ ที่อังกฤษ มันเป็นเวทีที่ดูเหมือนเล็กๆ และโยชิกิ ไม่ได้ยืนหยุดนิ่งเหมือนอิมแพค แค่เพลงบรรเลงตามสไตล์ X – Japan ทำเอาผมแทบบ้าแล้วครับ และในที่สุดก็เริ่ม เพลงแรกขึ้นมาทันที คือ Jade ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็กล้าพนันกับเพื่อนที่ไปดูด้วยกันว่า  “มึงเชื่อมั้ย กูว่าไม่ Jade ก็ Rusty Nail เพลงเปิด” รู้สึกภูมิใจที่เดาถูก 55555 แค่เพลง Jade นั้นแหละครับ ผมแทบโยก ร้องตามไม่ทัน ยอมรับว่า โทชิ เสียงสูงมากจริงๆ ร้องไม่ถึงเลยครับ มันมากๆครับ หันไปสังเกตโยชิกิ ตีแน่นทุกเม็ด ซึ่งผมก็ดูไม่ออกเท่าไหร่หรอก แต่รู้ว่าแมร่งโครตมัน และท่าทางของโยชิกิการตีกลองของเขา ไม่แปลกใจว่าทำไมเค้าต้อง “ผ่าตัด” คือ ทั้งหัวทั้งแขนมันไปด้วยกันหมด เพราะฉะนั้นเวลาผมเล่นกีตาร์แล้วรู้สึกปวดคอ รู้สึกเริ่มดีใจ เพราะ มีอาการเหมือนโยชิกิ 5555 ร้องตามจนเพลิน Sugizo ก็ Solo ด้วยสำเนียงที่แปลกออกไปจาก X-Japan ที่มี ฮิเดะ แต่ซูกิโซ่ ก็เข้ามาทำหน้าที่แทนได้อย่างยอดเยี่ยมจนเป็นขวัญใจของผมไปอีกคน  ต่อด้วยเพลง Rusty Nail เพลงนี้เท่านั้นแหละครับ ผมแทบบ้าขึ้นมาทันที เพราะ เป็นเพลง ร๊อคเพลงแรกๆ ที่เคยฟังตั้งแต่เด็กๆ เพราะ มันเพราะครับ และมันมาก โดยเฉพาะท่อนปลุกอารมณ์ก่อนที่จะเข้าโซโล่ มีเสียงบรรเลงเปียโน และเสียงโทชิร้องเป็นภาษาญี่ปุ่น  เสน่ห์ตรงนี้เองละครับที่ทำให้ผมโครตรักเพลงของ X – Japan คือ เค้าให้ความรู้สึก อารมณ์เพลงที่สุดยอดมากสำหรับผม จบแค่ 2 เพลงนี้เท่านั้นแหละครับ เสียงผมหายหมดเลย เสียงแหบไปเลย และ ก็แทบบ้าขึ้นมาทันที และ ก็เห็นโยชิกิ หลังจากตี 2 เพลงนี้จบลงไปนอนเลย เพราะ มันเหนื่อยจริงๆ แกอายุ 40 ปลายๆ แล้ว ตีได้ขนาดนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

หลังจากนั้นผมก็เริ่มจำอะไรไม่ค่อยได้อีกต่อไป 55555 แต่ผมคิดอยู่ตลอดว่า นี้กูได้ดู X-Japan จริงๆหรอ และ ยืนอยู่ใกล้สมาชิก X มาก ผมยืนอยู่ตรงหน้า พาตา และ ฮีท ห่างกันไม่เกินประมาณ 5 เมตร พาตาแก่ลงไปมากพอสมควร มาครั้งนี้แกไว้เคราด้วย และแกค่อนข้างผม เหมือน กับฮีท เช่นกัน แต่ทั้งคู่ ก็โครตเท่เลยละครับ ซึ่งตอนที่ร้องเพลงตาม ผมก็ร้องได้บ้างไม่ได้บ้างแหละครับ แต่แมร่งโครตมันเลยครับ คือ เพลงบางเพลงฟังมาตั้งแต่เด็ก จนไม่ได้ต้องดูเนื้อเพลง ก็ร้องคลอตามได้เลย ที่สำคัญ ก่อนจะดูคอนเสริตผมก็ไม่ได้ตามครับว่า X – Japan ออกเพลงใหม่อะไรบ้าง และก็มาได้ฟัง Born to be free นี้แหละครับ แค่ อินโทรเปียโนผมก็ชอบเพลงนี้โดยไม่มีเหตุผลแล้ว เพราะ มันคือ เพลงที่เป็นเสน่ห์ของ X – Japan จริงๆสำหรับตัวผม

สิ่งที่ประทับใจอีกอย่างคือ ผมได้ส่งสัญลักษณ์มือ นิ้ว ก้อย และ นิ้วชี้ (ไม่ใช่คาราบาวนะ) ซึ่งซูกิโซ่ และ ฮีท ก็ได้ส่งกลับมา แมร่งโครตดีใจเลย อย่าหาว่าผมบ้านะ 555555 ที่สำคัญคือ โยชิกิครับ โยชิกิโครตรักแฟนเพลงของตัวเองเลย แม้คอนเสริตจบแล้ว ตัวเองกลับเข้าไปเป็นคนสุดท้าย เพื่อที่จะมาเล่นกับแฟนเพลง แม้การ์ดจะห้ามเอาไว้ แต่ก็หยุดไม่อยู่ ผมสัมผัสความจริงใจของเค้าได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการแสดงอารมณ์ผ่านเพลงแต่ละเพลง การตีกลอง แม้อายุจะเยอะเข้าไปแล้ว แต่เค้าเต็มที่มากๆ ที่จำได้ขึ้นใจที่สุด โทชิ ถามแฟนเพลงว่า Do you want to hear Yoshiki voice ? เท่านั้นแหละครับ ตื่นเต้นทันที ซักพักได้ฟังเสียงโย เสียงเซ็กซี่มาก พูดแบบแหบๆ โยก็บอกว่า รอที่จะมาเล่นที่นี้มาเป็นเวลานานแล้ว  แค่นี้ก็ซึ้งใจแค่ไหนแล้ว หลังจากจบคอนเสริต ผมก็ยังยืนอยู่ตรงที่ข้างหน้า และถ่ายรูป แต่ก็ยังยืนรออีกต่อไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมต้องยืน ทำไมไม่รีบออกไป เพราะ เดี๋ยวคนจะเยอะแล้วรถจะติด เพราะ ผมมีความหวังว่า พวกเค้าน่าจะออกมาเล่นกับแฟนเพลงอีก ทันใดนั้น ผมก็เข้าใจอารมณ์วัยรุ่น ที่เคยตามดาราที่ตนชอบ ก็คราวนี้แหละครับ

edit @ 19 Dec 2011 12:38:19 by yusakubob

มนุษย์ กับ ความรัก part. I

posted on 04 Apr 2011 16:21 by yusakubob


                นิยายโศกนาฏกรรมโรมิโอแอนด์จูเลียต สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะรัก ซึ่งบางครั้ง คุณก็เหมือจะเลือกได้ แต่ก็กลับกลายเป็นเลือกไม่ได้ ? ดังกรณีของโรมิโอ และ จูเลียต ที่ทั้งสอง ไม่ควรที่จะมารักกัน แต่เหตุใด เช็ค สเปียร์จึงพยายามทำให้คนสองคนมารักกัน ซึ่งทำให้ความรักดูเหมือน คำสาปจากแม่มดที่ทำให้ยากต่อการห้ามใจ 

 

ถ้างั้นความรักที่ดี ต้องรู้จักห้ามใจหรอ ?


ลักษณะความรักของโรมิโอ และ จูเลียต สะท้อน ความรักสมัยใหม่ (Modern love) กล่าวคือ ปัจเจกชนสามารถที่จะเลือกรักเองได้ตามความต้องการ แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิด ความรักสมัยใหม่ มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15 หรือ ถึงแม้โรมิโอกับจูเลียต จะสามารถเลือกรักใครเองได้ตามต้องการ แต่การที่จะไปสู่จุดมุ่งหมายที่นำไปสู่ชีวิตคู่ของทั้งสองคนนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากตระกูลทั้งคู่เป็นอมิตรกัน


ประเด็นการกีดกันเรื่องชนชั้นจึงต้องตกเป็นประเด็นลองของกรณีการกีดกันทางความรัก แตกต่างจากโรมิโอแอนด์จูเลียต ฉบับเมืองไทย ขวัญเรียม” ที่มีอุปสรรคความแตกต่างทางชนชั้นเป็นประเด็นหลักในการกีดกันทางความรัก และจริงแท้อย่างแน่นอน ความรักที่เกิดขึ้นภายในจิตใจตามที่หัวใจปรารถนาเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ด้วยเงินทอง  แต่เมื่อรักเริ่มนำไปสู่ขั้นตอนการแต่งงาน เงื่อนไขที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่สมบูรณ์มันจะมีประเด็นเงินทอง ทรัพย์สมบัติ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยทันที นิยายรักต่างๆ ก็พยายามจะทำให้เห็นว่า หากต้องพบเจออุปสรรคดังกล่าว การหนีตามกันไปจึงจะเป็นหนทางสุดท้ายในการตอบสนองความต้องการในความรัก


สะท้อนให้เห็นว่า[1] ชนชั้นต่ำน่าจะมีเสรีภาพในเรื่องเพศและการเลือกคู่ครองมากกว่าชนชั้นสูง เพราะ ชนชั้นต่ำไม่ได้มีสมบัติและอำนาจมาพอที่จะต้องเป็นห่วงเรื่องการสร้างพันธมิตรทางการเมืองและการเงิน ด้วยเหตุนี้ชนชั้นต่ำจึงมีเสรีภาพที่จะเลือกรักได้มากกว่าชนชั้นกลาง หรือ ชนชั้น สูง

         

   ความรักที่เกิดขึ้นจากชนชั้นใดก็ตาม หากเราสังเกตให้ดีความรัก” จะมีพื้นฐานทีแฝงไปด้วยความทุกข์” อาทิ การเริ่มต้นความสัมพันธ์ของความรัก การคิดถึง ห่วงหา ห่วงใย หรือ การใช้ชีวิตร่วมกัน มาจนถึงการหย่าร้าง และท้ายที่สุด คือการสูญเสียคนที่รักจากการความตาย ความทุกข์จะแฝงอยู่ในทุกๆกระบวนการของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากความรัก โดยเฉพาะ การตั้งเป้าหมายของความรัก ตราบใดที่เป้าหมายไม่สำเร็จ หรือ สำเร็จ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราสามารถรับรู้ความสุขที่ได้จากความรัก แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง เราก็ไม่สามารถหนีความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความรักได้เช่นกัน


               To be continue

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



[1] ธเนศ  วงศ์ยานนาวา.ความรัก ความรู้ ความตาย.(สำนักพิมพ์ศยาม,2553),หน้า35

edit @ 4 Apr 2011 16:36:11 by yusakubob

edit @ 4 Apr 2011 16:37:36 by yusakubob